28 มิถุนายน 2552

     ตามฟอร์มเหมือนเดิมทุกอาทิตย์  หลังชั่วโมงเรียนก็จะมีเวลามานั่งซ้อม วันนี้ตอนบ่ายตั้งใจจะออกไปข้างนอกอากาศดีฝนไม่ตก อยากจะล้างบ่อน้องก้อยที่ผลัดมาเกินยี่สิบครั้งแล้วด้วย   ฟ้าเป็นใจให้ทำทั้งสองอย่างแล้วแต่จะเลือก  ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลยซักอย่าง !   ก็ได้ยินเสียงเรียกให้ขึ้นไปดูบนบ้าน น้องชายตัวใหญ่ไซส์ยักษ์ของผมเกิดป่วยกระทันหันเพราะพักผ่อนน้อยและโหมงานหนักมาเมื่อวันก่อน  อย่างไม่คาดคิดและวางแผนล่วงหน้า (คนจะป่วยนี่ช่วยไม่ได้จริงๆ)

     ทุลักทุเลมากเพราะเค้าไม่มีแรงเลย จะอาเจียนตลอดเวลาด้วย ไม่ใช่แค่ยืนเองไม่ได้ นั่งเองยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ !  กว่าจะประคองเอย หิ้วปีกเอย ลงบันไดมาขึ้นรถที่สตาร์ททิ้งไว้ได้ล่อไปร่วมชั่วโมงนึงแล้วครับ คนละไซส์กันเลย ดีนะที่ผมยังอึด ถึก พอสมควร ไม่งั้นคงไปถึงมือหมอไม่ทันการณ์  ถึงโรงพยาบาลก็ไปมีวิวาทะกับพวกเจ้าหน้าที่ ผู้ช่วยพยาบาล และบางพยายม เอ๊ย พยาบาล ไม่ได้รีบร้อนอะไรกันเลย คนป่วยหนักเร่งด่วนขนาดนี้ เดี๋ยวพ่อสอนวิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ไปคัดลายมือส่งคนละยี่สิบห้าจบซะเลยนิ  มีอย่างที่ไหนจะให้แต่คนป่วยเซ็นต์ชื่อว่ายินยอมเข้ารับการรักษาและพักฟื้นที่โรงพยาบาล  ลืมตาก็ไม่ขึ้น มือ ขา ไม่มีแรงอะไรเลยขนาดนั้น พอเซ็นต์แทนก็ถามว่าเป็นอะไรกับคนไข้  เดี๋ยวพ่อก็สอนวิชากฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม และวิชาจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ซะเลยนี่  นี่พวกเธอๆ ทั้งหลายมาทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือมาทำงานเป็นหุ่นยนต์กันแน่จ๊ะ?  ทำไมไอ้กระดาษแผ่นนั้นกับลายเซ็นต์ของคนไข้นี่มันสำคัญมากกว่าชีวิตของคนไข้หรือไงกัน?  ไม่เห็นพวกเอ็งจะสนใจอาการป่วยของคนไข้กันเลย  มัวแต่ไปนั่งคุยกันตรงเคาน์เตอร์เป็นสิบคน แล้วก็โผล่มาทีละคน กับกระดาษคนละใบปากกาคนละด้ามเนี่ย?  (หลายหนแล้วนะครับ คุณพ่อผม คุณแม่ผม พอเข้าห้องฉุกเฉินทีไรก็แบบนี้ทุกทีไป)  อย่าให้ต้องมาด่ากันอีกเลยนะครับ  นี่มันห้องฉุกเฉินนะเฟ้ย เคยดูหนังฝรั่งเรื่อง ER กันเปล่า?  หรือว่าพวกคุณตั้งสติกับเตียงคนไข้กันได้ดีมากขนาดนั้น เรียบ เฉย และนิ่งกันมากเลยครับ  ก็คือไม่กระดิกหรือไม่คิดจะคิดที่ทำอะไรบางอย่างกันมั่งเลยเหรอไงฮะ?  ถ้าคุณพ่อคุณแม่พวกท่าน ต้องจำเป็นส่งเข้าโรงพยาบาลห้องฉุกเฉินแบบนี้ พวกท่านจะทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่แบบนี้บ้างก็ดีนะครับ  เรียกผมด้วย ผมจะขอไปเก็บภาพไว้เป็นพยานหลักฐาน

    กว่าคุณหมอเฉพาะทางจะมาตรวจก็เส้นยาแดงผ่าแปดพอควร  (และอย่าไปเอ่ยถึงหมอที่ห้องฉุกเฉินเลยครับ สุดๆ จริงๆ ) กว่าจะโล่งใจได้ก็ปาไปตอนเย็นๆ แล้วครับ พอค่ำๆ หน่อยผมก็เห็นว่าดีขึ้นมาก ต่างจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง ก็เลยขอกลับมาบ้านอย่างเหนื่อยใจจริงๆ กับโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านแห่งนี้  (ขนาดน้องสะใภ้ผมเป็นเจ้าหน้าที่คนนึงที่นี่ด้วยนะครับ)

     ค่อยยังชั่วครับ มานั่งเล่นกะนู๋ลิลลี่แบบสบายใจหน่อยนึง แม้จะกังวลกับน้องชายอยู่บ้างแต่คงจะดีขึ้นตามลำดับ แล้วค่อยมาจับๆ น้องเปีย ปัดฝุ่น ทำความสะอาด เช็ดๆ ถูๆ เธอหน่อย  เวลาเยอะแยะไม่ยอมซ้อม วันนี้มีเวลาซะที่ไหนกันเล่า เห็นมั๊ยว่าสังขารมันไม่เที่ยง สุขภาพดีๆ ซื้อหากันไม่ได้ต้องออกกำลังกายและกินอยู่ให้ถูกสุขลักษณะ  ฝีมือการเล่นเปียโนก็เหมือนกันอยากได้ต้องซ้อมต้องเรียนต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้ตัวเอง ไม่ใช่ดีแต่ควักเงินจ่ายหรืออยู่เฉยๆ ก็พัฒนาขึ้นมาได้  ว่าแล้วก็แฮนนอนเริ่มต้นกันเลยซักห้ารอบ  พอจะควบคุมอารมณ์ให้นิ่งได้แล้วก็หยิบโน้ตที่เรียนวันนี้มาใส่ให้คล่องทีละมือ  แม้จะรวมมือแล้วอืดยืดยาด แต่ก็ขอเน้นความถูกต้องก็ละกัน ครูโหน่งบอกว่าท่อนนี้ถ้าแต่ละมือไม่คล่องนะ  ไม่มีทางจะรวมสองมือได้เลย จะเล่นให้ช้ายังไงก็มั่วรับรอง อืม.. จริงๆ ครับยิ่งถ้าเล่นเร็วนี่กลายเป็นเพลงอื่นไปเลยล่ะฮะ  ก็ได้หลายรอบอยู่เกือบยี่สิบรอบเฉพาะตรงนี้

     วันนี้ตอนเช้านั่งเรียนแล้วรู้สึกแย่มากๆ เล่นตั้งแต่ต้นเพลงให้ครูฟังใช้เวลาไปเกือบสิบห้านาที รอบเดียวครูตะลึงเลย  ผมก็ตะลึง อะไรมันจะช้าปานนั้น นี่เล่นแต่หน้าสามท่อนยากนี่ได้อย่างเดียวแล้วมั๊ง?  (เพลงนี้ยาวแค่ห้านาที)  ก็เลยมานั่งเล่นไล่ตั้งแต่ต้นใหม่ สองสามรอบ แต่ก็ไม่คล่องซะที  ยากเหมือนกันแฮะ นี่เราเล่นผ่านมาได้ไงฟระ?  สรุปมันยากทั้งเพลงเลยตอนนี้ ท่อนไหนก็ยากไปหมด   ไม่รู้จะไปโทษใคร ก็เล่นไม่ซ้อมเองนี่เนาะ วันนี้ก่อนเรียนก็ไม่ได้ซ้อมอะไรเลยทั้งอาทิตย์ ความว่างเปล่ากับความเหงา คือความเศร้าในตัวเรา....  ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองด้วยการเล่นท่อน(เคย)ยาก ให้มากๆ และเจาะๆ หน่อย เอาแบบเข้มข้นไปเลย ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย แม้จะนิดเดียวก็เถอะนะ  มองนาฬิกาก็ตีสามเข้าไปแล้วห้านาที มาเริ่มแตะน้องเปียเอาเมื่อเที่ยงคืนฝ่าๆ ได้เวลาซะแล้วไปนอนดีกว่า

 

 

Comment

Comment:

Tweet